วันเสาร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2557

Admin



นายจิระพันธ์ สุวรรณปฐมกุล หมู่เรียน 54/36   544116305
นาย จิโรจ ดุษฎีวิโรจน์ หมู่เรียน 54/36 544116307

เสนอ
อาจารย์ เทพยพงษ์ เศษคึมบง

วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

21st Century skills

21st Century skills 
       ทักษะในศตวรรษที่ 21


ความสำคัญ ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21

            ปัจจุบันเป็นยุคที่โลกมีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว  อันสืบเนื่องมาจากการใช้เทคโนโลยีเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลต่าง ๆ ของทุกภูมิภาคของโลกเข้าด้วยกัน กระแสการปรับเปลี่ยนทางสังคมที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 ส่งผลต่อวิถีการดำรงชีพของสังคมอย่างทั่วถึง ครูจึงต้องมีความตื่นตัวและเตรียมพร้อมในการจัดการเรียนรู้เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียนมีทักษะสำหรับการออกไปดำรงชีวิตในโลกในศตวรรษที่ 21 ที่เปลี่ยนไปจากศตวรรษที่ 20และ 19 โดยทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่สำคัญที่สุด คือ ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skill) ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนรู้เพื่อให้เด็กในศตวรรษที่ 21 นี้ มีความรู้ ความสามารถ และทักษะจำเป็น ซึ่งเป็นผลจากการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนการเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ ที่เป็นปัจจัยสนับสนุนที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ดังกล่าว

ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Skills) คือทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ดังนี้
สาระวิชาหลัก (Core Subjects) ประกอบด้วย
              ภาษาแม่ และภาษาสำคัญของโลก
ศิลปะ
คณิตศาสตร์
การปกครองและหน้าที่พลเมือง
เศรษฐศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ภูมิศาสตร์
                           ประวัติศาสตร




ทักษะของคนในศตวรรษที่ 21 3R ได้แก่

       1.Reading (อ่านออก)
       2.Riting (เขียนได้)
       3.Rithemetics (คิดเลขเป็น)

   7C ได้แก่
       1.Critical Thinking and Problem Solving
ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา
       2.Creativity and Innovation
ทักษะด้านการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม
       3.Cross-cultural Understanding
ทักษะด้านความเข้าใจความต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์
       4.Collaboration, Teamwork and Leadership
ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ
       5.Communications, Information, and Media Literacy
ทักษะด้านการสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ
       6.Computing and ICT Literacy
ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร
       7.Career and Learning Skills
ทักษะอาชีพ และทักษะการเรียนรู้




แหล่งที่มา

- http://www.schoolguide.in.th/index.php?option=com_school&view=contentdetail&id=2&Itemid=56

ICT Literacy



ICT Literacy
       -ICT คือ การประมวลผลข้อมูล จัดเก็บข้อมูล ค้นหาข้อมูลโดยใช้ คอมพิวเตอร์ โปรแกรม และอุปกรณ์ร่วมอื่น รวมถึงระบบเครือข่ายที่มีความเร็วสูงเพื่อนำไปใช้      
       -Literacy คือ การรู้หนังสือ,อ่านออกเขียนได้ ICT Literacy คือ การรู้ยังใช้คอมพิวเตอร์ โปรแกรม ค้นหา เก็บ ข้อมูลสารสนเทศ ในระบบเครือข่าย



จุดหมายการใช้ ICTในการเรียนการสอน
ด้านผู้เรียน
- การรู้เทคโนโลยี และรู้สารสนเทศ ในระดับพื้นฐานเพื่อสามารถเข้าถึงและสามารถใช้ ICTเพื่อการ
ค้นคว้า รวบรวม
และประมวลผลจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่
- บูรณาการความรู้ด้านเทคโนโลยีและทักษะการจัดการสารสนเทศเพื่อพัฒนาความสามารถในการวิเคราะห์ การคิด
อย่างสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาและการทางานเป็นทีม
- กระตุ้นให้ผู้เรียนพัฒนาคุณค่า ทัศนคติ และจริยธรรมในเชิงบวก
- ผู้เรียนทุกคนมีโอกาสเข้าถึง ใช้ และเรียนรู้ทักษะไอซีทีในการศึกษา

ด้านผู้สอน
- ผู้สอนควรมีความรู้และทักษะไอซีทีในระดับสูง รวมถึงเข้าใจในพัฒนาการของการใช้สื่อเทคโนโลยี
การเรียนการ
สอนโดยมีจุดมุ่งหมายดังนี้
- คอมพิวเตอร์จะเป็นเครื่องมือหลักสำคัญสาหรับผู้สอนเพื่อเข้าถึงทรัพยากรการเรียน การเตรียมแผนการสอน ให้การ
บ้าน และติดต่อสื่อสารกับผู้ปกครอง
- ผู้สอนควรได้รับการอบรมในการใช้ไอซีทีและสามารถบูรณาการไอซีทีในกิจกรรมการสอนเพื่อส่ง
เสริมทักษะการคิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์
- ผู้สอนควรติดตามการพัฒนาและความก้าวหน้าของไอซีทีเพื่อนามาใช้เป็นประโยชน์ในการเรียนการ
สอน
- ครูไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ใช้คอมพิวเตอร์เป็น และไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้ และต้องมีวิชาสอนด้วยการบูรณาการไอซีที


การใช้ ICT เกี่ยวกับการเรียนการสอน
       -เป็นวิถีทางการแสวงหาความรู้ ด้วยตนเอง
       -ผู้เรียนเป็นผู้เริ่มต้นกระบวนการเรียนรู้นั้นด้วยตนเอง
       -ผู้เรียนสามารถควบคุมการเรียนการสอนนั้นได้โดยที่ครู เป็นผู้ดูแลอยู่ห่างๆ
       -เป็นการสร้างลักษณะนิสัยให้ผู้เรียนมีความใฝ่รู้ซึ่งตรงกับ พ.ร.บ. 2542 ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางรู้จักแสวงหาความรู้ให้สอดคล้องกับ ความสนใจและความถนัดของผู้เรียน
  
สื่อการเรียนการสอนที่เกี่ยวกับ ICT (CAI) ได้แก่ E-Learning, E-Book, E-Test, Virtual Classroom
Web-base Instruction, Video On demand,โทรทัศน์การศึกษาทางไกล เป็นต้น









แหล่งที่มา

- http://www.schoolguide.in.th/index.php?option=com_school&view=contentdetail&id=2&Itemid=56

Massive Open Online Course

Massive Open Online Course (MOOCs) 


คำว่า อีเลิร์นนิง นั้นเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในวงการการศึกษา  ซึ่งปัจจุบันสามารถเข้าถึงหลักสูตรการเรียนรู้ต่างๆ ทางออนไลน์และอุปกรณ์โมบายต่างๆ ได้โดยสะดวก  เทคโนโลยีไอซีทีก้าวหน้าไปไม่หยุดยั้งก็ทำให้เทคโนโลยีด้านอีเลิร์นนิงมีการพัฒนารูปแบบและช่องทางใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว  และเทคโนโลยีด้านการศึกษาที่กำลังถูกกล่าวขวัญถึงในปัจจุบันกันอย่างมากก็คือ “MOOC” (อ่านว่า มู้ก”) 



       Massive ผู้เรียนลงทะเบียนได้มากกว่า 10,000คน
       Open ไม่เสียค่าใช้จ่าย ใครๆก็ลงทะเบียนเรียนได้
       Online เรียนออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ต
       Course เปิดสอนได้ตลอดตามเวลาที่ต้องการได้ โดยไม่จำเป็นต้องขอรับประกาศนียบัตรผล การเรียน
 การเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนแบบออนไลน์ แบบเปิดเสรีที่ไม่ว่าใครก็ตามจากซีกไหนในโลกสามารถสมัครเข้าเรียนได้ไม่จำกัดจำนวน
โดยเฉพาะการศึกษาระดับสูงที่ในระบบการศึกษาเดิมนั้นจำกัดอยู่แต่เฉพาะคนจำนวนน้อยเท่านั้น


ตัวอย่าง Massive Open Online Course


องค์ประกอบของรายวิชา MOOC
                                
เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยต้องมี
1.วิดีโอแบบสั้นๆหลายๆชุด เช่น
1)การพูดให้ข้อมูล
2)การยกตัวอย่างงาน
3)การทดลอง
2. เอกสารประกอบออนไลน์
3.การสนทนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น
4.กิจกรรมออนไลน์
5.การประเมินผลการเรียน

6.การทดสอบความเขาใจ เช่น แบบเลือกตอบ   แบบจบกลม แบบประเมินตนเอง

แนวคิดที่เป็นแก่นของ MOOC เรียกว่า หัวใจของ MOOC” 

1. การเข้าถึง (Accessibility) : การเรียนผ่าน MOOC นั้นส่วนใหญ่จะไม่มีค่าใช้จ่าย โดยผู้จัดทำ (มหาวิทยาลัยต่างๆ)และผู้ให้ทุนสนับสนุนเริ่มต้นด้วยแนวคิด เราเป็นคนใจดี” (CSR) ไม่มีค่าใช้จ่าย (หรืออาจมีค่าใช้จ่ายถ้าแลกกับปริญญาบัตรจริง) ทำให้ใครก็ตามที่มีอินเตอร์เน็ตก็สามารถเรียนได้ 
2. การปฏิสัมพันธ์ (Interaction) : การเรียนผ่าน  MOOC นั้นผู้เรียนไม่ได้เพียงนั่งฟังอย่างเดียว ระหว่างดูวิดีโอไปจะมีคำถามแทรกอยู่ตลอด ทำให้ผู้เรียนต้องตั้งใจเรียนตลอดเวลา 
3. เสรีภาพ (Freedom) : ผู้เรียนจะเป็นใครอยู่ที่ไหน อายุเท่าไหร่ และมีพื้นฐานอะไรไม่สำคัญมีสิทธิเข้าเรียนได้เหมือนกันหมด โดยสามารถเลือกวิชาที่อยากเรียนได้ตามใจชอบ ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว

เส้นทางความสัมพันธ์และเงินทุนของ 4 MOOC ยอดนิยม

ก่อตั้งโดย Salman Khan ชาวอเมริกันเชื้อสายบังคลาเทศ-อินเดีย ซึ่งเปิดสอนหัวข้อในระดับมัธยมเป็นหลักและขยายไปหลากหลาย ซึ่ง Salman Khan มีอดีตเป็นนักวิเคราะห์ของบริษัทเฮจด์ฟันด์ และเคยเรียนจบทั้ง MIT และ Harvard Business School  ซึ่งบังเอิญต้องมาช่วยสอนการบ้านหลานสาวทาง YouTube  เมื่อคนดูแล้วชอบเลยได้รับการสนับสนุนจาก มูลนิธิ Bill & Melinda Gates ถึง 5.5 ล้านเหรียญสหรัฐ และได้เงินรางวัลสนับสนุนอีกหลายแหล่ง และตอนนี้มีวิชาให้เรียนกว่า 3,000 บทเรียนแล้ว และมีคนเช้ามาเรียนกว่า 70,000 คนทุกๆ วัน  มีระบบติดตามประเมินการเรียน และมีการให้ Badge เป็นรางวัลรับรองความสำเร็จอีกด้วย ที่สำคัญคือไม่มีค่าใช้จ่ายในการลงทะเบียนเรียนใดๆ ทั้งสิ้น

เป็น MOOC ที่แสวงหากำไร ก่อตั้งโดย Andrew Ng และ Daphne Koller โปรเฟสเซอร์ด้าน Computer Science จากมหาวิทยาลัย Stanford โดยร่วมกับ 62 มหาวิทยาลัยและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งมหาลัยชื่อดังอย่างเช่น  Duke, California Institute of Technology, University of Illinois at Urbana-Champaign เป็นต้น ที่น่าสนใจก็คือตอนนี้มีมหาวิทยาลัยหลายประเทศทั่วโลกเข้าร่วมทั้งจากเอเชีย ยุโรป และอาหรับ ดังนั้นการเรียนจึงมีให้เลือกหลายภาษา ได้เงินทุนสนับสนุนจากเวนเจอร์แคปิตอลมาถึง 22 ล้านเหรียญสหรัฐในปีแรก  โดยทดลองรูปแบบธุรกิจในการให้บริการบุคคลากรซึ่งเป็นนักเรียนของตนเองกับบริษัทต่างๆ


เป็น MOOC ที่แสวงหากำไรก่อตั้งโดย Sebastian Thrun ซึ่งเป็น  VP ของ Google อาจารย์พาร์ทไทม์จากมหาวิทยาลัย Stanford  ร่วมกับPeter Norvigโดยได้ติดต่อศาสตราจารย์เก่งๆ จากหลายมหาวิทยาลัยเข้ามาสอน ดังนั้นจึงเน้นขายชื่อผู้สอนมากกว่าชื่อมหาวิทยาลัย โดยเน้นวิชาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เงินทุนสนับสนุนจากบริษัทเวนเจอร์แคปิตอลมา 21 ล้านเหรียญสหรัฐ

เป็น MOOC ที่ไม่แสวงหากำไร ก่อตั้งโดยมหาวิทยาลัย Harvard และ MIT โดยทั้งสองสถาบันได้ลงเงินทุนสนับสนุนให้ถึง 60 ล้านเหรียญสหรัฐ ตอนนี้วิชาเรียนยังมาจาก Hardvard, MIT, และ UC Berkeley เป็นหลัก แต่ตอนนี้มีวิชาเรียนจากอีก 9 มหาวิทยาลัยเข้ามาร่วม และที่น่าสนใจคือกำลังจะมีมหาวิทยาลัยจากทางเอเชียหลายแห่ง เช่น ปักกิ่ง, โซล, ฮ่องกง, เกียวโต และบอมเบย์ เข้าร่วม


ประเทศไทยก็มีการให้บริการความรู้ทางออนไลน์มาเป็นระยะเวลานานพอสมควรแล้ว อย่างเช่น เว็บไซต์ ไทยกู๊ดวิวดอทคอม(Thaigoodview.com)ที่เกิดจากหน่วยงานเอกชนและรัฐบาลร่วมมือกัน,วิชาการดอทคอม(vcharkarn.com) ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท), ทรูปลูกปัญญา (trueplookpanya.com) ของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชัน จำกัด และถ้าเป็นระดับมหาวิทยาลัยทางโครงการ Thailand Cyber University (TCU : Thaicyberu.go.th) ซึ่งเป็นโครงการภายใต้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาของรัฐ (สกอ.) ก็ได้นำเสนอบทเรียนออนไลน์เพื่อเรียนฟรีตามอัธยาศัย (self-pace) กว่า 600 รายวิชาแล้ว จากมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมมือในโครงการนี้   และปัจจุบันทาง TCU ก็กำลังริเริ่มจะมีการเรียนการสอนในรูปแบบ MOOC มาตรฐาน เรียกว่า Thai-MOOC โดยมีมหาวิทยาลัยที่เป็นผู้ก่อตั้งคือจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็หวังว่าเราจะได้เห็นบรรยากาศความตื่นตัวในการเรียนรู้ของคนไทยเพื่อเตรียมตัวต้อนรับสู่ AEC ในไม่ช้านี้




แหล่งที่มา

- http://sipaedumarket.wordpress.com/2014/04/20/mooc
- http://www.thailibrary.in.th/2014/04/01/moocs/
- http://stang.sc.mahidol.ac.th/newsletter/pdf/apr57-1.pdf




Mobile Application

Mobile Application 


  
Mobile Application ประกอบขึ้นด้วยคำสองคำ คือ Mobile กับ Application มีความหมายดังนี้ Mobile คืออุปกรณ์สื่อสารที่ใช้ในการพกพา ซึ่งนอกจากจะใช้งานได้ตามพื้นฐานของโทรศัพท์แล้ว ยังทำงานได้เหมือนกับเครื่องคอมพิวเตอร์ เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่พกพาได้จึงมีคุณสมบัติเด่น คือ ขนาดเล็กน้ำหนักเบาใช้พลังงานค่อนข้างน้อย ปัจจุบันมักใช้ทำหน้าที่ได้หลายอย่างในการติดต่อแลกเปลี่ยนข่าวสารกับคอมพิวเตอร์ 

ตัวอย่าง Mobile Application ที่เกี่ยวกับการศึกษา
       Chulalongkorn Mobile เป็น Applicationของจุฬาฯ
แอปพลิเคชั่นมือถือที่เกี่ยวกับจุฬาฯ ที่ช่วยให้ท่านสามารถหาข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับจุฬาฯ
ได้รวดเร็วและสะดวกสบายมากขึ้นด้วย feature ที่เป็นประโยชน์ต่างๆ อาทิ Directory
ซึ่งให้ท่านสามารถค้นหาหมายเลขโทรศัพท์ของอาจารย์และบุคลากรของมหาวิทยาลัย
Map ช่วยค้นหาสถานที่ต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัยได้อย่างรวดเร็ว
และ Shuttle ซึ่งช่วยค้นหาป้ายรถ ปอพ. (รถโดยสารภายในมหาวิทยาลัย)ที่ใกล้ท่านมากที่สุด
เพื่อการเดินทางภายในมหาวิทยาลัยอย่างคล่องตัว


 



Mobile Application เหมาะสำหรับธุรกิจและองค์กรต่างๆในการเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ รวมถึงขยายการให้บริการผ่านมือถือ สะดวกง่าย ทุกที่ ทุกเวลา ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ เช่น 

1.Mobile Application for Real Estate : โมบายแอพพลิเคชั่นสำหรับอสังหาริมทรัพย์ ใช้ในการเก็บข้อมูลลูกค้า การจอง การขายบ้าน คอนโด ที่ดิน

ภาพที่1 : แอพพลิเคชั่นสำหรับอสังหาริมทรัพย์

2.Mobile Application for Tourism: โมบายแอพพลิเคชั่นสำหรับการท่องเที่ยว โรงแรม บริษัททัวร์ สามารถดูข้อมูล จองที่พักได้ รวมถึงกลุ่ม MICE ที่สามารถจัดทำระบบการลงทะเบียน การชำระเงิน ข้อมูลการประชุม สัมมนา นิทรรศการ


ภาพที่2 : แอพพิลเคชั่นสำหรับการท่องเที่ยว

           3.Mobile Application for Restaurant :โมบายแอพพลิเคชั่นสำหรับภัตตาคาร ร้านอาหาร ร้านไวน์ นำเสนอเมนูอาหารรูปแบบใหม่สร้างความแตกต่างและทันสมัย

ภาพที่ 3 : แอพพิลเคชั่นสำหรับภัตตาคาร

             4.Mobile Application for Retail or Wholesale :โมบายแอพพลิเคชั่นสำหรับการขายสินค้า หรือ บริการ ทั้งแบบค้าปลีก ค้าส่ง  ตัวแทนจำหน่าย หรือขายผ่านพนักงานขาย

ภาพที่ 4 : แอพพิลเคชั่นสำหรับการขายสินค้า

5.Mobile Application for Education :โมบายแอพพลิเคชั่นสำหรับการศึกษา สถาบันการศึกษา ห้องสมุด ศูนย์ฝึกอบรม สามารถจัดทำสื่อการสอน การจัดทำบทเรียน

ภาพที่ 5 : แอพพิลเคชั่นสำหรับการศึกษา

6.Learning Management System Mobile Application for Healthcare : สำหรับบริการทางการแพทย์สาธารณสุขในการให้คำปรึกษาทางไกล

ภาพที่ 6 : แอพพิลเคชั่นเพื่อสุขภาพ

7.Mobile Application for Logistics, Mobile Application for Government :สำหรับหน่วยงานราชการในการนำเสนอฐานข้อมูล ข่าวสาร กิจกรรม บริการต่างๆของหน่วยงานในรูปแบบทันสมัยมากขึ้น

ภาพที่ 7 : แอพพลิเคชั่นที่เกี่ยวกับการขนส่ง

ประโยชน์ Mobile Apps
         1. การพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อสร้างรายได้หรือทำเป็นธุรกิจจะเห็นได้ว่าทุกวันนี้ช่องทางการหารายได้กับเทคโนโลยีกำลังเป็นที่นิยม หลายคนเริ่มหาความรู้เพื่มที่จะสร้างแอพพลิเคชั่นเพื่อหวังว่าจะเป็นนวัตกรรมเพื่อดึงดูดผู้คนให้เข้ามาดาวน์โหลด ยิ่งมียอดดาวน์โหลดมากเพียงใด นั่นก็เท่ากับว่าผู้สร้างแอพพลิเคชั่นก็จะมีรายได้มากเท่านั้น 
         2.การพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อใช้สนับสนุนภาพลักษณ์ขององค์กรในปัจจุบันเกือบทุกองค์กรมี Apps เป็นของตัวเองเพื่อความสะดวก รวดเร็วในการบริการขององค์กร จึงทำให้สร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้ ยิ่งสะดวกมาก รวดเร็วมากลดการเดินทางหรือการโทรศัพท์ ยิ่งสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรได้มาก




แหล่งที่มา
- http://www.businessnetworkguru.com/2012/04/culturalapplication
- http://www.atimedesign.com/webdesign/mobile
- http://www.dbsolutionsthailand.com/th/mobile-development.html
- http://www.m-culture.in.th/moc_new/mobile 

Games Based Learning

Games Based Learning หรือ GBL 


การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เกม  คือ  เกมการศึกษา  เป็นวิธีการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  เป็นเกมที่มีลักษณะการเล่นเพื่อการเรียนรู้  “Play to learning”  มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในขณะหรือหลังจากการเล่นเกม  เรียนไปด้วยและก็สนุกไปด้วยพร้อมกัน ทำให้ผู้เรียนมีการเรียนรู้อย่างมีความหมาย 

       เป็นนวัตกรรมรูปแบบการสอนที่มีการใช้สื่อการสอนในรูปแบบเกม ที่นำเอาเนื้อหาบทเรียน

ไปใส่เป็นรูแบบเกมการศึกษา เพื่อเพิ่มคุณภาพในการเรียนการสอน



จุดประสงค์ของการเรียนรู้กับรูปแบบเกมที่เหมาะสม ดังนี้ 
     1. ความจำ ความคงทนในการจำ ลักษณะเกมเป็นชุดของเนื้อหาและแบบประเมินหลังจากการอ่านชุดเนื้อหาต่างๆ แล้ว รูปแบบเกม เช่น เกมแบบฝึกหัด,Quiz
        2. ทักษะ การกระทำ เป็นเกมส์ในลักษณะจำลองสถานการณ์เรื่องราว การกระทำ การเลียนแบบ โดยมีการให้ผลป้อนกลับและมีตัวแปรอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น เกมยิง, เกมขับรถ เป็นต้น
        3. ประยุกต์ความคิดรวบยอดและกฎข้อบังคับต่างๆ เป็นเกมในลักษณะกฎและขั้นตอนวิธีการในการปฏิบัติ มีเงื่อนไขในการกระทำ เช่น เกมกีฬาต่างๆ
        4. ตัดสินใจ การแก้ปัญหา ลักษณะเป็นเกมแบบเป็นเรื่องราว สถานการณ์ สามารถแสดงผลการกระทำได้ในทันที Real Time  รูปแบบเกม เช่น  เกมวางแผน, เกมผจญภัย เป็นต้น

      5. การอยู่ร่วมกับสังคม ลักษณะเป็นเกมเกมเกี่ยวกับการสื่อสาร การเล่าเรื่องแล้วมีทางเลือก รูปแบบเกม เช่น เกมวางแผน, เกมผจญภัย, เกมเล่าเรื่องราวแล้วให้เลือก(เกมภาษา) เป็นต้น


พ่อแม่ ผู้ปกครองจะช่วยส่งเสริม/เพิ่มเติมให้ลูกได้อย่างไร

พ่อแม่สามารถเล่นเกมการศึกษาร่วมกับลูกได้ โดยนำวัสดุเหลือใช้ที่มีในบ้านมาใช้เป็นสื่อได้ ตัวอย่างเช่น

·       1.เกมต่อภาพตัดต่อ นำภาพจากปฏิทินเก่า มาตัดออกเป็น 4 ชิ้น ให้ลูกลองต่อ หากลูกต่อได้ ตัดเพิ่มเป็น 5 ชิ้น และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ2.เกมเรียงลำดับ ตัดกระดาษหนังสือพิมพ์เป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดต่างๆกัน จำนวน 3-5 ชิ้น ให้ลูกวางเรียงลำดับขนาดจากเล็กไปใหญ่ หรือจากใหญ่ไปเล็ก จากนั้นเพิ่มจำนวนหรือเปลี่ยนเป็นรูปสามเหลี่ยม หรือวงกลม3.เกมจัดหมวดหมู่ตามประเภทของใช้ ช่วยกันตัดภาพจากเมล์โฆษณาสินค้า แล้วให้ลูกจัดภาพให้เป็นหมวดหมู่ เช่น ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ เครื่องครัว เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ4.เกมจัดหมวดหมู่ตามสี นำของเล่น ของใช้มาให้ลูกแบ่งเป็นกลุ่มตามสี5.เกมพื้นฐานการบวก ตัดตัวเลขจากปฏิทินเก่ามาให้ลูกเรียงลำดับ ผลัดกันเลือกตัวเลขที่ชอบ แล้วนับจำนวนสิ่งของใกล้ตัวให้ครบตามตัวเลข 



ประโยชน์ GBL


-ส่งเสริมการสังเกตและเปรียบเทียบจากของจริง วัสดุสิ่งของต่างๆ และรูปภาพ

-ส่งเสริมการใช้ความคิดอย่างมีเหตุผล การตัดสินใจแก้ปัญหา 

-ส่งเสริมการใช้กล้ามเนื้อ และการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา 

-ส่งเสริมการเล่นร่วมกัน 

-ส่งเสริมให้เด็กมีความกล้าในการแสดงออก กล้าพูด กล้าคิด

-ส่งเสริมให้เป็นคนยอมรับการแพ้ ชนะ การทำตามกติกา 

-ส่งเสริมนิสัยดีให้แก่เด็ก

-ส่งเสริมทักษะที่ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า 

-ส่งเสริมให้เด็กค้นคว้าด้วยตนเอง 

      

 เพราะรูปแบบของเกมมีหลากหลาย ในแต่ละรูปจึงมีประสิทธิภาพเน้นในด้านที่แตกต่างกัน


-ความจำ ประเภทของเกม Quiz,Crossword,puzzles 

-ทักษะการกระทำ ประเภทของเกม เกมยิง,เกมขับรถ 

-ประยุกต์ความคิดรวบยอดและกฎข้อบังคับต่างๆ ประเภทของเกม เกมกีฬาต่างๆ

-ตัดสินใจการแก้ปัญหา ประเภทของเกม เกมวางแผน,เกมผจญภัย 

-การอยู่ร่วมกับสังคม ประเภทของเกม เกมที่ต้องมีการสัมพันธ์กับผู้อื่น


ตัวอย่างการสอนโดยใช้เกม


แหล่งที่มา

- http://itscgames.wordpress.com/2011/07/01/game-based-learning/
- http://blythet.blogspot.com/2010/08/game-based-learning.html
- http://nuybeam.blogspot.com/2010/08/game-based-learning.html